IoT และ IIoT คืออะไร? เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน
ในยุคที่การแข่งขันด้านการผลิตเข้มข้นขึ้นทุกวัน โรงงานที่บริหารจัดการด้วยระบบแบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียเวลาการผลิตจากเครื่องจักรที่เสียโดยไม่ทันตั้งตัว การใช้พลังงานเกินกว่าที่ควร หรือการตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ล้าสมัย IoT (Internet of Things) คือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตได้อย่างตรงจุด
บทความนี้ เราจะพาไปทำความเข้าใจถึงความหมาย ความแตกต่าง และประโยชน์ของการใช้งานระบบ IoT และ IIoT ในโรงงานอุตสาหกรรม
Internet of Things (IoT) คืออะไร?
IoT (Internet of Things) คือเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อรับส่งและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสั่งการจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน เช่น การใช้สมาร์ตโฟนเป็นศูนย์กลางในการควบคุมอุปกรณ์ หรือการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันสมาร์ตโฮมเข้ากับระบบต่าง ๆ ในบ้าน

ลดปัญหาในกระบวนการผลิตด้วยซอฟต์แวร์จาก ARES ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ที่นี่
Industrial Internet of Things (IIoT) คืออะไร? แตกต่างจาก IoT อย่างไร?
ถึงแม้ว่าระบบ IoT และ IIoT จะมีรากฐานแนวคิดเดียวกัน แต่ระบบ IIoT คือ เทคโนโลยีการผลิตที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ และมีฟังก์ชันการทำงานที่พิเศษกว่าระบบ IoT สำหรับบ้านและสำนักงาน เช่น
-
ความน่าเชื่อถือสูง เพราะการหยุดทำงานของระบบเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงของเสียหลายพันชิ้นหรือความเสียหายต่อเครื่องจักรมูลค่าสูง IIoT จึงถูกออกแบบให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
-
ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมรุนแรง ทั้งความร้อน ฝุ่น ความชื้น แรงสั่นสะเทือน และสารเคมีที่พบได้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งต่างจากอุปกรณ์ IoT สำหรับผู้บริโภคที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในสภาพแวดล้อมปกติ
-
โปรโตคอลเฉพาะทาง สำหรับการทำงานระดับอุตสาหกรรม เช่น OPC-UA, MQTT และ Modbus
และนี่คือตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง IoT และ IIoT ที่โรงงานควรรู้ก่อนติดตั้ง
| คุณสมบัติ | IoT | IIoT |
| กลุ่มผู้ใช้ | บ้านและสำนักงาน | โรงงานอุตสาหกรรม |
| น่าเชื่อถือ | ระดับปานกลาง | ระดับสูงมาก (Mission Critical) |
| โปรโตคอล | HTTP, MQTT | OPC-UA, Modbus, MQTT |
| ความปลอดภัย | ตามมาตรฐานผู้บริโภค | ความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม |
| อายุการใช้งาน | 3–5 ปี | 10–20 ปี |
| การเชื่อมต่อข้อมูล | แอปพลิเคชันทั่วไป | MES, ERP, SCADA, PLC |
ทำไมโรงงานยุคใหม่จึงเริ่มใช้ IIoT มากขึ้น?
การนำ IIoT มาใช้ในโรงงานจะทำให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในหลายด้าน เช่น
-
มองเห็นกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด ทำให้บุคลากรมองเห็นสถานะเครื่องจักร ปริมาณผลผลิต และอัตราของเสียได้แบบเรียลไทม์
-
หยุดการผลิตที่ไม่ได้วางแผน เปลี่ยนจากการบำรุงรักษาเชิงรับ ที่ต้องรอให้เครื่องจักรพังก่อน ให้กลายเป็นการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ ซึ่งแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย
-
ลดการสูญเสียทรัพยากรและพลังงาน ด้วยการแสดงผลข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ ที่ทำให้ทีมงานสามารถเห็นการทำงานเกินกำลังของเครื่องจักร ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสื่อมสภาพและคุณภาพสินค้า
-
รองรับการขยายตัวและมาตรฐานสากล เพราะโรงงานที่มีระบบ IIoT จะสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO ได้อย่างตรงจุด
-
ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งจากต้นทุนที่ลดลง คุณภาพที่สม่ำเสมอขึ้น และและตอบสนองลูกค้าได้เร็วขึ้น

สนใจโปรแกรมวางแผนการผลิต APS อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://aresth.co.th/products/aps
การใช้งาน IIoT ใน อุตสาหกรรมการผลิต
เทคโนโลยี IIoT ในโรงงานการผลิตครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายด้าน ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ เช่น
-
การติดตามเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ ด้วยเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ การสั่นสะเทือน ความดัน และพารามิเตอร์ต่าง ๆ พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม
-
Preventive Maintenance หรือการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ที่ช่วยแจ้งเตือนก่อนเครื่องจักรเกิดความเสียหาย
-
การควบคุมคุณภาพอัตโนมัติ ผ่านกล้อง AI ที่ทำงานร่วมกับระบบ IIoT เพื่อตรวจสอบของเสียในสายการผลิตอย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงระบบคัดแยกชิ้นงานที่ไม่ผ่านมาตรฐานแบบอัตโนมัติ
-
การบริหารพลังงาน ระบบ IIoT จะติดตามและลดการใช้พลังงาน โดยระบุจุดที่มีการสูญเสียพลังงานและปรับการทำงานของอุปกรณ์ให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
-
การติดตามสินค้าคงคลัง การรวมระบบ RFID และ IIoT จะช่วยให้ทีมงานสามารถติดตามวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ที่โรงงานได้รับจากการติดตั้ง IIoT
นี่คือตัวอย่างผลลัพธ์จากการนำ IIoT มาดำเนินการจริงในโรงงาน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการติดตั้งเทคโนโลยี IIoT ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน
ด้านประสิทธิภาพการผลิต (OEE)
เมื่อข้อมูลจากพื้นที่การผลิตไหลเข้าสู่ระบบแบบเรียลไทม์ ทีมงานสามารถมองเห็น Bottleneck ที่ซ่อนอยู่ และแก้ไขได้ก่อนที่ปัญหาจะสะสมจนส่งผลต่อยอดการผลิต ไม่ว่าจะเป็น
-
OEE ที่เพิ่มขึ้นจากการมองเห็นและแก้ไขการสูญเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำ
-
ลดการหยุดการผลิตที่ไม่ได้วางแผน ซึ่งจะทำให้โรงงานมีกำลังการผลิตสูงขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนกับเครื่องจักรเพิ่ม
-
ตรวจสอบคุณภาพด้วยระบบ AI ร่วมกับ IIoT เพื่อลดของเสียในสายการผลิตได้
ด้านต้นทุนการทำงาน
การติดตั้งระบบ IIoT จะเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวทางการลด Cost ในโรงงาน ในทุกมิติของการดำเนินงาน เช่น
-
ลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้า ด้วยการระบุจุดสูญเสียพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
-
ลดต้นทุนซ่อมบำรุง จากการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์อย่างตรงจุด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการซ่อมหลังเครื่องจักรเสีย
-
ลด Inventory Holding Cost ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการสั่งวัตถุดิบ ลด Safety Stock ที่ไม่จำเป็น และประหยัดทุนที่จมอยู่กับสต๊อกส่วนเกิน
ด้านการตัดสินใจและความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อโรงงานมีข้อมูลการผลิตครบทุกภาคส่วน ทีมบริหารและทีมปฏิบัติจะสามารถตัดสินใจและดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ดังนี้
-
เข้าถึงข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์จากทุกที่ทุกเวลาบนสมาร์ตโฟนโดยไม่ต้องรอผลรายงานในแต่ละวัน ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที
-
ลดเวลาการหาสาเหตุของปัญหา จากข้อมูลที่บันทึกไว้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการผลิตได้อย่างแม่นยำ
-
ระบบข้อมูลรองรับมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น ISO 9001, IATF 16949 และ ESG ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ

เพิ่มความแม่นยำในการวางแผนการผลิตด้วยระบบ APS คลิก
ตัวอย่างการใช้งาน IIoT ในโรงงานจริง
ปัจจุบัน หลายอุตสาหกรรมได้นำระบบ IIoT มาปรับใช้และเห็นผลลัพธ์จริง นี่คือตัวอย่างจากอุตสาหกรรมที่ ARES ดูแลจริง
-
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ใช้ระบบ IIoT ร่วมกับระบบ AI Vision ในการตรวจสอบคุณภาพในสายการผลิตแบบ Inline ช่วยลดของเสียและลดการทำงานซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ใช้เซนเซอร์ IIoT ตรวจสอบอุณหภูมิห้องเย็น สายพานลำเลียง และกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของอาหารและลดของเสียจากการควบคุมอุณหภูมิที่ผิดพลาด
-
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ใช้ RFID และ IIoT สำหรับติดตาม WIP ตลอดสายการผลิต ทำให้ทีมสามารถมองเห็นสถานะการผลิต วางแผนการทำงาน และปรับเปลี่ยนขั้นตอนการผลิตได้อย่างเหมาะสม
บทสรุป IoT และ IIoT รากฐานกระบวนการผลิตในโรงงานยุคใหม่
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT และ IIoT ในอุตสาหกรรมการผลิต คือกลยุทธ์ที่โรงงานชั้นนำหลายแห่งเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเครื่องจักร การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การควบคุมคุณภาพด้วย AI หรือการบริหารพลังงาน ซึ่งล้วนทำให้ธุรกิจยุคใหม่สามารถผลิตสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพกว่าโรงงานที่ยังใช้ระบบแบบเดิม
ARES เรายินดีให้คำปรึกษาและติดตั้งเทคโนโลยีการผลิต เพื่อช่วยให้โรงงานและธุรกิจอุตสาหกรรมของท่านก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมีแบบแผน ด้วย MES System ที่เชื่อมต่อข้อมูลจากพื้นที่การผลิตกับชั้นการบริหาร ระบบ ERP ที่บูรณาการข้อมูลทั้งองค์กรทุกภาคส่วนตั้งแต่การจัดซื้อจนถึงการเงิน และระบบ APS ที่ช่วยวางแผนและจัดตารางการผลิตได้อย่างแม่นยำ
FAQ
IoT คืออะไร และแตกต่างจาก IIoT อย่างไร?
IoT (Internet of Things) คือเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอัตโนมัติ ซึ่งครอบคลุมการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจ ส่วน IIoT (Industrial Internet of Things) คือการนำ IoT มาประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
โรงงานขนาดใดที่สามารถใช้งาน IIoT ได้?
IIoT เหมาะกับโรงงานที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน มีเครื่องจักรหลายสายการผลิต และต้องการควบคุมคุณภาพและต้นทุนอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะโรงงานระดับกลางถึงใหญ่ที่มีปริมาณการผลิตสูง เพราะข้อมูลที่ได้จากระบบย่อมมีความถูกต้องเพียงพอที่ให้ผู้บริหารสามารถนำไปวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
ต้องใช้งบประมาณเท่าไรในการติดตั้ง IoT ในโรงงาน?
งบประมาณการติดตั้งระบบ IoT ในโรงงาน ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงงาน จำนวนเครื่องจักร ประเภทเซนเซอร์ที่ต้องการ และขอบเขตของระบบที่จะนำมาใช้ เราแนะนำให้ท่านติดตั้งในจุดสำคัญก่อน แล้วขยายพื้นที่เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในภายหลัง เพื่อลดความเสี่ยงด้านงบประมาณและทำให้ทีมงานสามารถเรียนรู้ระบบตามขั้นตอน
ติดต่อเรา
คุณสามารถติดต่อเราเพื่อดู DEMO ได้ที่ Contact Us
หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมได้ตามช่องทางด้านล่าง
โทร 0633253640 หรือ 02-6863000 ต่อ 3042
Email: support@aresth.co.th
LINE: 0633253640
